ตะกร้าสินค้า - Cart

TCC KITCHEN

NUTRITION CENTER

แบ่งบันข้อมูลได้ที่ :

เมื่อคนไทยถูกหลอก.....ให้เลิกบริโภค “กะทิ” และ “น้ำมันมะพร้าว”

ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย

 

เมื่อคนไทยถูกหลอกให้.....เลิกบริโภค

“กะทิ” และ “น้ำมันมะพร้าว”

 

 

คนไทยใช้ “กะทิ” ประกอบอาหารไทยทั้งคาวและหวาน มาตั้งแต่โบราณ อาจจะกล่าวได้ว่า สิ่งที่ทำให้อาหารไทยมีชื่อเสียง

เป็นที่นิยมของคนทั่วโลกอยู่ในเวลานี้ ก็คือ “กะทิ” เพราะ “กะทิ” ทำให้อาหารมีรสชาติอร่อย หอมมัน กลมกล่อม

อันเป้นเอกลักษณ์ของอาหารไทย “กะทิ” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยสมัยก่อน มีสุขภาพพลานามัยที่ดี มีรูปร่างที่สมส่วน

ไม่อ้วน ไม่ผอม แต่แข็งแรง ไม่ค่อยมีใครเป็นโรคหัวใจ รวมทั้งโรคอื่นๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ

 

เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว คนไทย และคนทั้งโลกต่างก็ได้รับคำแนะนำจากแพทย์โรคหัวใจ และนักวิชาการ

ให้เลิกบริโภค “กะทิ” และ “น้ำมันมะพร้าว” โดยกล่าวหาว่า “กะทิ” และ “น้ำมันมะพร้าว” ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว

เป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ จึงทำให้คนไทยจำนวนมาก

ไม่กล้ารับประทานอาหารที่มี “กะทิ” เป็นองค์ประกอบ เพราะกลัวเป็นโรคหัวใจ และอ้วน

องค์กรหลักที่ออกมารณรงค์ให้มวลชนเลิกบริโภค “กะทิ” และ “น้ำมันมะพร้าว”  คือ สมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน

และสมาคมน้ำมันพืชอเมริกัน โดยอ้างผลการวิจัยที่พบว่า น้ำมันอิ่มตัว ซึ่งได้แก่ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันจากสัตว์

ทำให้สัตว์ทดลองมีระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง

 

 

แต่ “น้ำมันมะพร้าว” ที่นำไปทดลองนั้น เป็น "น้ำมันมะพร้าว" ที่ถูกเติมไฮโดรเจน ก็ทำให้ผู้บริโภคมีระดับคลอเลสเตอรอลสูง

อย่างไรก็ตามการรณรงค์นี้ ก็ได้ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันไม่อิ่มตัวของประเทศสหรัฐอเมริกาเจริญรุ่งเรือง เพราะปราศจากคู่แข่ง

ในขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันมะพร้าวในประเทศแถบเอเซียแปซิฟิกต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถขายน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตได้

ทำให้เศรษฐกิจต้องพังพินาศ เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์หลักของประเทศเหล่านี้

โชคดีที่ประเทศไทยของเรา ยังมีการใช้ “กะทิ” ในการประกอบอาหารหวาน-คาว และโดยเฉพาะร้านอาหารไทยที่มีอยู่ทั่วโลก

ยังนิยมใช้ “กะทิ” ประกอบอาหารอยู่ เราจึงยังพอมีการผลิต “กะทิสำเร็จรูป” จำหน่าย และเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว

จึงยังพอมีรายได้จาการขายผลมะพร้าวให้แก่โรงงานผลิต “กะทิสำเร็จรูป”

 

 

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ในปี พศ.2500 ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ มีระดับคลอเลสเตอรอลเฉลี่ย 150 มก./ดล.

ไม่ค่อยมีใครเป็นโรคหัวใจ รวมทั้งโรคแห่งความเสื่อมอื่นๆ  เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน ฯลฯ

แต่หลังจากที่คนไทยถูกเขาหลอกให้เลิกบริโภค “กะทิ” และ “น้ำมันมะพร้าว” แล้วเปลี่ยนมาบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว และนมวัว

ปัจจุบันค่าเฉลี่ยของคลอเลสเตอรอลของคนไทยในเมืองใหญ่ๆ อยู่ที่ 200-250 มก./ดล. โดยมีโรคหัวใจ มะเร็ง

เบาหวานเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยในลำดับต้นๆ เด็กไทยมีน้ำหนักเกินมาตราฐานกว่า 20%

 

ผลเสียทางเศรษฐกิจนั้นมากมายมหาศาล น่าเสียดายที่ไม่มีหน่วยงานใดศึกษาข้อมูลอย่างจริงงจัง แต่ที่ปรากฏอย่างชัดเจนก็ คือ

พื้นที่ปลูกมะพร้าว และผลผลิตมะพร้าว ลดลงตามลำดับที่เห็นชัดอีกประการหนึ่งก็คือ จำนวนโรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าวลดลง

จนเกือบหมด ประเทศไทยเคยส่งน้ำมันมะพร้าวไปจำหน่ายยังต่างประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ต้องสั่งซื้อเมล็ดถั่วเหลืองเข้ามา

ไม่ต่ำกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท และยังต้องเสียค่ารักษาพยาบาลโรคอันเกิดจากการบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว และนมวัว

อีกมหาศาล แต่ที่น่าเสียดายที่สุด คือ ชีวิตของคนไทยที่ต้องเสียไป เพราะไปเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อ

ให้เลิกบริโภค “กะทิ” และ “น้ำมันมะพร้าว” แล้วหันไปบริโภค น้ำมันไม่อิ่มตัว และนมวัว

 

ขอขอบคุณข้อมูลทางวิชาการ จาก : ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย

 

 

 

 

INTERESTING ARTICLES

5 ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว
Date : 30/11/1999
read more
คุณงามความดี ของ “กะทิ” : ข้อดีต่างๆ ของ “กะทิ” ก็คือข้อดีของ “น้ำมันมะพร้าว” นั่นเอง.....
Date : 06/02/2016
read more
ความมหัศจรรย์ของ "กะทิ" ประโยชน์อนันต์ต่อร่างกายที่คุณ...ยังไม่รู้
Date : 16/01/2016
read more